บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ความฉลาด 8 อย่างของการ์ดเนอร์


โดยทั่วๆ ไป เราคิดว่า คน IQ สูงที่ต้องฉลาดเป็นกรดนั้น จะต้องเก่งเรื่องเลข เรื่องคำนวณ หรือเก่งทางคณิตศาสตร์ 

ปัจจุบันนี้ ทฤษฎีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นของ ศาสตราจารย์โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์
ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ Frames of Mind (2526) ว่าปัญญาของ มนุษย์หรือความเก่งของมนุษย์มีอยู่ 7 ด้าน

ในปี พ.ศ. 2538 ได้เพิ่มเป็น 8 ด้าน เรียกว่าพหุปัญญา 8 ประการ ได้แก่

1. ปัญญาด้านภาษา  คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านภาษาจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี

1. สามารถจับใจความได้ดีจากการฟังสิ่งต่าง
2. สามารถถ่ายทอดความคิดโดยการพูดได้ชัดเจน
3. สื่อสารได้ความชัดเจนตรงประเด็น
4. สามารถอ่านหนังสือต่างๆ ได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย จับใจความได้ดี
5. เขียนถ่ายทอดความรู้สึกความรู้ข้อมูลได้ถูกต้องชัดเจนและสามารถเขียนถ่ายทอดได้หลากหลายแนวทาง

2. ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์  คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านตรรกะจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี

1. เป็นคนที่คิดเป็นระบบมีเหตุผลในการคิด
2. มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คือ คิดพิจารณาส่วนย่อยของประเด็นให้เห็นภาพชัดเจน
3. มีความสามารถในการคิดสังเคราะห์ คือ ประมวลเชื่อมโยงแง่มุมความคิดรวบยอดและประเด็นต่าง ๆ ให้เป็นเรื่องเดียวกัน
4. มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ นำเหตุผลข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ เชื่อหรือไม่เชื่อ ทำหรือไม่ทำ
5. มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา คือ การประมวลสาเหตุของปัญหา หาวิธีแก้ปัญหาที่หลากหลายและเลือกแนวทางที่สามารถแก้ปัญหาได้เกิดผล
6. มีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ คือ สามารถคิดได้คล่องหลากหลายแนวทาง คิดได้แตกต่างจากคนอื่น คิดยืดหยุ่น ไม่ยึดติด
7. มีความสามารถในการใช้จำนวน เข้าใจความเป็นนามธรรมของจำนวน
8. มีทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้านทั้งทักษะขั้นพื้นฐานและทักษะขั้นสูง 13 ทักษะ คือ
ทักษะขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ ได้แก่
   1. การสังเกต
   2. การวัด
   3. จำแนกประเภท
   4. การหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่กับพื้นที่ และพื้นที่กับเวลา
   5. การใช้ตัวเลข
   6. การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล
   7. การลงความเห็นจากข้อมูล
   8. การพยากรณ์
ทักษะขั้นสูงมี 5 ทักษะ ได้แก่
   1. การตั้งสมมติฐาน
   2. การกำหนดคำนิยามเชิงปฏิบัติการ
   3. การกำหนดและควบคุมตัวแปร
   4. การทดลอง
   5. การตีความหมายของข้อมูลและการลงข้อสรุป

3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์  คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านพื้นที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี

1. สามารถวาดภาพในสมองและออกแบบสิ่งต่างๆ ได้เหมาะสมกับจุดประสงค์ที่ต้องการใช้
2. กะระยะได้แม่นยำ รู้เรื่องทิศทาง คนที่มีความสามารถด้านนี้จึงไม่หลงทาง
3. วาดรูปได้ถูกสัดส่วนและสื่อความคิด ความรู้สึกผ่านรูปภาพได้ชัด ทั้งความคิดเชิงรูปธรรมและความคิดเชิงนามธรรม

4. ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย  คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านการเคลื่อนไหวจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี

1. สามารถใช้กล้ามเนื้อได้คล่องแคล่วทั้งกล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่
2. ใช้อวัยวะของร่างกายสื่อสารท่าทางและความคิด ความรู้สึกได้
3. การใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่วในการทำกิจกรรมต่างๆ อาทิเย็บปักถักร้อย แกะสลัก ผ่าตัด เคลื่อนไหวนิ้วมือ ท่าทางต่าง ๆ
4. การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่วในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การเล่นกีฬา การเต้นตามจังหวะ การทำท่าประกอบ
5. การใช้อวัยวะของร่างกายสื่อสารและแสดงความคิดความรู้สึกได้ เช่น การแสดงละคร แสดงท่าใบ้ สื่อสารภาษา ฯลฯ

5. ปัญญาด้านดนตรี  คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านดนตรีจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี

1. ไวต่อการรับรู้จังหวะและทำนอง
2. แยกแยะเสียงทำนอง จังหวะได้ดี
3. แต่งเพลง สร้างสรรค์ทำนอง
4. สื่อสารความคิดออกมาเป็นเพลงหรือทำนองได้ดี

6. ปัญญาด้านรู้ผู้อื่น คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านการเข้าใจคนอื่นจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี

1. สามารถรับรู้อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของบุคคลต่าง ๆ รอบตัวได้
2. ปรับปฏิสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น
3. ทำงานกลุ่มได้ดี มีความเป็นผู้นำ เป็นสมาชิกกลุ่มที่ดีและรู้บทบาทตนเองในแต่ละสถานการณ์

7. ปัญญาด้านรู้ตนเอง  คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านรู้จักตนเองจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี

1. นับถือตนเอง มั่นใจตนเอง รู้จักเข้าใจจุดดี จุดด้อยของตนเอง
2. วางแผนการทำงานของตนเองและหาแนวทางในการพัฒนาตนเองให้เก่งสูงสุดและพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ
3. มีวิธีการเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมาะสม และเตือนตนเองให้ทำงานตามที่วางแผนไว้จนบรรลุเป้าหมาย
4. กระตุ้นตนเองให้ต่อสู้อุปสรรคและอดทนต่อความลำบากกายและใจได้

8. ปัญญาด้านรอบรู้ธรรมชาติ   คนที่มีความสามารถทางสติปัญญาด้านการรอบรู้ธรรมชาติจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดี

8.1 มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติอย่างลึกซึ่ง ทั้งวงจรชีวิต สภาพปัจจุบัน การดูแลให้คงอยู่และการที่ทำให้ธรรมชาติที่เสียหายหมดไป
8.2 สามารถคาดคะเนสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อมีเงื่อนไขต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงมักจะชอบอยู่กับธรรมชาติและหลงใหลในความงามของธรรมชาติ
8.3 มักจะชอบอยู่กับธรรมชาติและหลงใหลในความงามของธรรมชาติ

มีตำราของการ์ดเนอร์เอง และนักวิชาการท่านอื่นแนะนำวิธีปฏิบัติที่จะทำให้ IQ ของเราพัฒนาขึ้นไป  ซึ่งมีหลากหลายมาก

สำหรับผมเอง ในฐานะที่เป็นวิทยากรวิชาธรรมกาย  ผมขอยืนยันว่า การปฏิบัติธรรมแบบวิชาธรรมกาย ช่วยพัฒนา IQ ของเรา ได้มากและหลากหลาย

IQ หรือ ปัญญา 8 ด้านนั้น  ผมมีทุกด้าน แต่จะมากน้อยกว่ากันเท่านั้น 

ที่เขียนไปนั้น ในแต่ละด้านอาจจะไม่เท่าพวก Genius ทั้งหลาย  แต่พวก Genius ทั้งหลายนั้น หลายๆ คน มีพหุปัญญาไม่ครบทุกด้าน



สัตว์ฝันได้หรือไม่



เรื่องสัตว์ฝันได้หรือไม่นั้น มีคนเขียนไว้แล้วใน guru.google โดยตั้งชื่อบทความว่า “สัตว์ฝันได้เหมือนกันมนุษย์

เนื้อหาก็เป็นดังนี้

เคยเห็นสัตว์เลี้ยงทำเสียงครวญครางหงุงหงิง แขนขากระตุกนิดๆ ขณะนอนหลับสนิทไหม? เคยสงสัยไหมว่ามันอาจฝันอยู่ แต่สัตว์สามารถฝันเหมือนคนได้จริงหรือ

อาจารย์แมตธิว วิลสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองจาก "สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์" หรือ "เอ็มไอที" ทำการศึกษาและพบว่า สิ่งที่อยู่ในสมองของสัตว์ขณะนอนหลับนั้น คือเหตุการณ์ที่พวกมันทำมา หรือพบมาในวันเดียวกันนั้นเอง

อาจารย์วิลสันและคณะนำหนูมาทำการศึกษา โดยใส่อุปกรณ์ที่เรียกว่า "อีเล็กโทรด หรือขั้วไฟฟ้า" เข้าไปที่สมองของหนู เพื่อทำการบันทึกการทำงานของสมอง จากนั้นจึงให้หนูวิ่งเข้าไปในเขาวงกต จนกระทั่งหนูนอนหลับ

วิลสันพบว่า ขณะหนูนอนหลับสมองในส่วน "ฮิปโปแคมปัส" หรือ บริเวณสมองที่รับผิดชอบการเรียนรู้และความจำ มีรูปแบบเดียวกันกับเวลาที่หนูวิ่งอยู่ในเขาวงกต

นอกจากนี้ ส่วนสมอง ที่มีหน้าที่รับภาพ หรือ "visual cortex" ระหว่างหนูอยู่ในเขาวงกตและระหว่างนอน ยังมีรูปแบบเหมือนกันอีกด้วย

ในการทดลองยังพบด้วยว่า หนูยังมีความทรงจำถึงเวลาที่มันนั่งเล่นอยู่ในกรง หรือเจ๊าะแจ๊ะอยู่กับเพื่อนหนูด้วยกัน

ดังนั้น สัตว์จึงสามารถฝันได้ แต่ความฝันของสัตว์เรียบง่ายกว่าของมนุษย์ ที่ความฝันของพวกเราบางครั้งทั้งซับซ้อนและแปลกประหลาด

เนื่องจากสิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ พบเห็น และประสบอยู่ทุกวันนั้นซับซ้อนกว่าของสัตว์นั่นเอง

มาดูประสบการณ์จากคนเลี้ยงหมากันบ้าง

ผมเห็นครับหมาที่บ้านนอนอยู่ใต้โต๊ะคอมที่ประจำและผมนั่งเล่นคอมอยู่ ผมได้ยินเสียงเค้าเหมือนเห่าอยู่ในลำคอ แล้วทำขาตะกุยเหมือนท่าวิ่งครับ แต่เค้าหลับตาสนิทนะครับ

ผมนึกว่าเค้าเป็นอะไรผมเลยไปเขย่าตัวแล้วเรียกเค้าสะดุ้งตื่นเลยครับ แล้วก็เดินไปฉี่แล้วก็มานอนที่เดิม ทำเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น

เค้าเป็นไรหรอครับหรือผมคิดไปเองว่าเค้าฝัน

เคยได้ยินมาเยอะนะคะ ว่าหมาละเมอได้ค่ะ บางตัวก็ทำท่าวิ่ง ทั้งๆ ที่ยังนอนอยู่นั่น บางตัวก็ทำท่าขู่แยกเขี้ยว ทั้งที่ยังหลับ

เจ้าฮกจุนเป็นประจำค่ะ...เดี๋ยวเห่า...เดี๋ยวคราง...เดี๋ยวร้อง...เดี๋ยวตะกุย...ที่บ้านเนี่ย...ดูมันแล้วก็ขำค่ะ....บางทีเห่าเอาเป็นเอาตาย..

ฝัน, ละเมอได้ค่ะ  

ปุ๊กฮุ่ยละเมอวิ่ง(ตะกายเท้าเหมือนควบวิ่ง), ละเมอกิน(สงสัยก่อนนอนกินไม่อิ่ม ชอบเคี้ยวแจ๊บๆ แจ๊บๆเวลาหลับ) แล้วก็สะอื้นเหมือนร้องไห้อ่ะค่ะ

ไม่รู้ค่ะ  รู้แต่น้องปังปอนด์ชอบเห่า  ชอบขู่  ทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาอยู่แบบไม่รู้ตัวค่ะ  ต้องไปกอดแล้วบอกว่า  อะไรคร้าลูก  แบบให้เค้ารู้สึกตัว  เค้าก็จะลืมตาแล้ว  งง  ว่าอะไรเหรอแม่

โดยสรุป

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ว่า สัตว์ฝันได้เหมือนมนุษย์ แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถบอกได้ก็คือ ทำไมสัตว์ถึงฝันได้อย่างมนุษย์

ในกรณีนี้ นักวิทยาศาสตร์ “รู้” แต่ “ไม่เข้าใจ”  คือ จากการวิจัยรู้ว่า สัตว์ฝันได้ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมสัตว์จึงฝันได้

ในทางวิชาธรรมกายมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ กล่าวคือ วิชาธรรม “รู้” และ “เข้าใจ” ว่าทำไมสัตว์จึงฝันได้

โลกนี้ เป็นสถานที่สำหรับมนุษย์เกิดมาเพื่อสร้างบารมี  ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น เตรียมพร้อมให้กับมนุษย์มาเกิด

อย่างไรก็ดี ในการมาสร้างบารมีนั้น  มนุษย์จำนวนมาก ไม่ได้ทำตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้แต่ต้น กลับกลายมาเป็น “สร้างกรรมชั่ว” เสียมาก

ดังนั้น นอกจากจะเป็นสถานที่สร้างบารมีแล้ว โลกมนุษย์ก็ยังเป็นสถานที่สำหรับชดใช้กรรมชั่วด้วย

ขออธิบายเฉพาะที่ตาเนื้อของมนุษย์มองเห็น  เพราะ จำนวนกายละเอียดที่ชดใช้กรรมชั่วอยู่ในโลกมนุษย์ก็มีมาก ไม่ใช่น้อยๆ

พวกสัตว์ทั้งหลายนั้น ก็คือ มนุษย์ที่ทำกรรมชั่ว และมาชดใช้กรรมอยู่ในโลกมนุษย์นี้ ในสภาพของสัตว์ 

ดังนั้น  สัตว์จึงมี 18 กายเหมือนคน  แต่แตกต่างกันใน 2 ลักษณะคือ

1) กายภายนอกแตกต่างกัน

สัตว์ก็เป็นสัตว์แต่ละประเภทอย่างที่ตาเรามองเห็นได้ 

ตรงนี้ ขออธิบายว่า ถึงแม้เป็นมนุษย์ก็มีความแตกต่างกัน  จะเห็นว่า คนมีบุญ กับคนมีกรรมมาเกิด รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณจะแตกต่างกัน

2) กายละเอียดแตกต่างกันที่ความใสสว่าง 

กายละเอียดภายในของสัตว์นั้น เป็นมนุษย์ แต่กายจะออกดำๆ  ในขณะที่ของคนจะใส

ในเมื่อคนประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  สัตว์ก็ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  เช่นเดียวกัน

ในเมื่อคนฝันได้ สัตว์ก็ฝันได้  คนฝันร้ายได้ สัตว์ก็ฝันร้ายได้  ดังตัวอย่างในวิดิโอด้านบน



10 ทริกลดความเครียด




ในผู้จัดการออนไลน์ (4 พฤษภาคม 2557) มีบทความ “10 ทริกง่ายๆ ลดเครียดใน 5 นาที” ดังภาพด้านบน

เนื้อหาสรุปสั้นๆ ดังนี้

1. จิบชาเขียว สาร L-Theanine ในชาเขียว ช่วยบรรเทาอารมณ์โกรธ รู้สึกผ่อนคลาย

2. เคี้ยวหมากฝรั่ง ทุกรสช่วยลดความวิตกกังวล เห็นผลทันที

3. คิดสร้างสรรค์  เพิ่มอัตราความสุขจากภาพในจินตนาการ

4. งีบระหว่างวัน  งีบ10 - 15 นาที ชาร์ตพลังสมองคืนความกระปรี้กระเปร่า

5. หายใจ เข้า-ออก ช้าๆ ปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ คลายวิตกกังวล

6. นวดมือด้วยตัวเอง  คลึงฝ่ามือเบาๆ บรรเทาความเครียด

7. หลับตาสักครู่ พักสายตา ผ่อนคลายสมองแบบง่ายๆ

8. หยดน้ำเย็นข้อมือ  หยดน้ำเย็นบริเวณหลอดเลือดแดงในส่วนนี้ ลดอุณหภูมิร่างกาย จิตใจสงบ

9. หวีผม  การเคลื่อนไหวซ้ำๆ จากการหวีผมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

10. อยู่คนเดียว  ปลีกตัวจากสังคม 15 - 30นาที สร้างสมาธิล้างความเครียด

อันที่จริงแล้ว เรื่องเกี่ยวกับความเครียดนี่ ผมก็เขียนไปครั้งหนึ่งแล้ว ในบทความ “7 วิธีกำจัดความเครียด”  เมื่อมีการเขียนถึงอีก ผมก็เขียนถึงอีกบ้างเหมือนกัน

สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือ คราวนี้ผมจะเน้นไปที่การฝึก “กายธรรมจินตภาพ(Kaitham Imagery)” ซึ่งผมพัฒนาขึ้นมาเอง โดยเอาพื้นฐานมาจากวิชาธรรมกาย เพื่อให้ฝึกได้ทุกชาติ ทุกศาสนา เพราะ การฝึกจินตภาพนั้น เป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง

ขอให้ดูวิดิโอการสอนประกอบด้วย (อยู่ด้านบน)

ทริกทั้ง 10 ข้อ ด้านบนนั้น  เขาข่ายการฝึกกายธรรมจินตภาพไปแล้ว ถึง 5 ข้อ ดังนี้

3. คิดสร้างสรรค์  เพิ่มอัตราความสุขจากภาพในจินตการ
4. งีบระหว่างวัน  งีบ10 - 15 นาที ชาร์ตพลังสมองคืนความกระปรี้กระเปร่า
5. หายใจ เข้า-ออก ช้าๆ ปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ คลายวิตกกังวล
7. หลับตาสักครู่ พักสายตา ผ่อนคลายสมองแบบง่ายๆ
10. อยู่คนเดียว  ปลีกตัวจากสังคม 15 – 30 นาที สร้างสมาธิล้างความเครียด

ขอสรุปการสอน ดังนี้

1)  หลับตาลง  จินตนาการว่าเรานั่งอยู่คนเดียวในที่โล่งๆ หรือในท้องฟ้า หรือในจักรวาลนี้ก็ได้

การทำแบบนี้ ถึงแม้เราจะนั่งอยู่ในห้องที่มีคนเป็นจำนวนมาก  เราก็สามารถทำให้เรา “อยู่คนเดียว” ได้

2) จินตนาการถึงของที่เราชอบมากที่สุด จะเป็นอะไรก็ได้ 

นักศึกษาบางคนจินตนาการเป็นไอโฟน บางคนก็เป็นรถยนต์ที่ตัวเองชอบ  บางคนจินตนาการเป็นช็อกโกเลต ฯลฯ

3) เลื่อนของที่จินตนาการได้ไปตามฐานของใจตามฐานเหล่านี้   

1. ปากช่องจมูก (หญิงซ้าย ชายขวา) 
2. เพลาตา/หัวตา (หญิงซ้าย ชายขวา) 
3. จอมประสาท (กลางหัว) 
7. เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ อยู่ในท้อง

ฐานของใจ ฐานที่ 3-4-5-6-7 ตรงกัน เพื่อป้องกันความสับสนในการฝึกครั้งแรกๆ และเพื่อให้การฝึกง่ายขึ้น จึงลัดฐานได้

4) ทำใจหยุดนิ่งอยู่ในสิ่งที่เราจินตนาการไว้  คำท่องนั้น ท่องว่า “หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ใสในใส” ถ้าท่องแล้วรู้สึกไม่สะดวก รำคาญ ก็ไม่ต้องท่องก็ได้

5) ถ้าง่วงก็หลับไปเลยในท่านั้น

6) สิ่งที่เราจินตนาการนั้น เมื่อใจนิ่งขึ้นเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นดวงใส  เมื่อเราเห็นดวงใสนี้แล้ว จะเกิดความสงบ ความสุข

ร่างกายจะโปร่ง โล่ง เบา สบาย  เป็นความสุขที่ไม่มีสิ่งอื่นทำได้อีกแล้ว

ด้วยการฝึกกายธรรมจินตภาพอย่างนี้ ผมยืนยันว่า ความเครียดหายอย่างแน่นอน  ไม่ต้องรอถึง 5 นาที เพราะ เริ่มฝึกความเครียดก็จะหายไปแล้ว